In Short
Advice

Key Highlights
- คอนโด Low Rise คือ อาคารพักอาศัยที่สูงไม่เกิน 23 เมตร ซึ่งในทางปฏิบัติอยู่ที่ราว 8 ชั้น ส่วน High Rise คืออาคารที่สูงเกิน 23 เมตร หน่วยที่กฎหมายใช้ตัดสินคือเมตร ไม่ใช่จำนวนชั้น
- เส้น 23 เมตรไม่ใช่เส้นเชิงการตลาด แต่เป็นเส้นที่ทำให้อาคารเข้าข่ายอาคารสูง แล้วข้อกำหนดความปลอดภัยชุดใหญ่ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 33 พ.ศ. 2535 จึงบังคับใช้ ทั้งระบบดับเพลิงอัตโนมัติทุกชั้น ลิฟต์ดับเพลิง บันไดหนีไฟสองแห่ง และพื้นที่หลบภัยประจำชั้น
- การต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมไม่ได้ผูกกับความสูง แต่ผูกกับห้องชุดตั้งแต่ 80 ห้องขึ้นไป หรือพื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ 4,000 ตารางเมตรขึ้นไป ตามเกณฑ์ของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
- อาคารสูงต้องมีด้านหนึ่งของที่ดินติดถนนสาธารณะกว้างไม่น้อยกว่า 10 เมตร ขณะที่ Low Rise ตั้งในซอยกว้างตั้งแต่ 6 เมตรได้ นี่คือเหตุผลเชิงโครงสร้างที่ทำให้ Low Rise มักอยู่ลึกเข้าไปในซอย
- ส่วนต่างราคาระหว่างชั้นสูงกับชั้นต่ำในอาคารเดียวกันอยู่ที่ราว 15 ถึง 25 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นคันโยกที่อาคาร 8 ชั้นแทบไม่มีให้ใช้ ผู้ซื้อ Low Rise จึงต้องหากำไรจากตัวทำเลและตัวห้องแทน
ทำไมคอนโด Low Rise วัดกันที่เมตร ไม่ใช่ที่จำนวนชั้น
คำถามที่คนถามบ่อยที่สุดคือ คอนโด Low Rise คือตึกกี่ชั้น ซึ่งเป็นคำถามที่ตอบให้ตรงได้ยาก เพราะแหล่งข้อมูลในตลาดตอบไม่ตรงกัน แสนสิริซึ่งปรับปรุงหน้าคู่มือเมื่อ 29 พฤษภาคม 2569 ระบุว่า Low Rise สูงได้ราว 8 ถึง 9 ชั้น ศุภาลัยซึ่งเผยแพร่เมื่อ 7 พฤษภาคม 2569 ระบุว่าราว 8 ชั้น Plus Property ซึ่งปรับปรุงเมื่อ 10 กรกฎาคม 2569 ระบุว่าไม่เกิน 8 ชั้น ส่วน Proud Real Estate ระบุว่า High Rise คืออาคารที่สูงเกิน 23 เมตร หรือมีมากกว่า 20 ชั้น
ตัวเลขจำนวนชั้นจึงกวัดแกว่งตั้งแต่ 8 ถึง 20 ชั้น ขึ้นกับว่าใครเป็นคนเขียน แต่มีตัวเลขเดียวที่ไม่กวัดแกว่งเลย คือ 23 เมตร เพราะเป็นเกณฑ์ที่กฎกระทรวง ฉบับที่ 33 พ.ศ. 2535 ใช้นิยามคำว่าอาคารสูง เมื่ออาคารข้ามเส้นนี้ ชุดข้อกำหนดที่ตามมาจะเปลี่ยนไปทั้งชุด และนั่นคือสิ่งที่กระทบผู้อยู่อาศัยจริง ไม่ใช่ป้ายกำกับว่าโครงการนี้เรียกตัวเองว่าอะไร
บทความนี้จึงไม่ตอบด้วยจำนวนชั้นเป็นหลัก แต่จะพาไปดูว่าเส้น 23 เมตรเปลี่ยนอะไรบ้าง เกณฑ์ไหนที่คนมักเข้าใจผิดว่าผูกกับความสูงทั้งที่ไม่ใช่ และเมื่อแปลงความต่างเหล่านี้เป็นเงิน ตัวเลขออกมาเท่าไหร่
1) คอนโด Low Rise และ High Rise คืออะไร แบบสั้นที่สุด
คอนโด Low Rise คืออาคารชุดที่มีความสูงจากระดับพื้นดินไม่ถึง 23 เมตร จึงไม่เข้านิยามอาคารสูงตามกฎหมายควบคุมอาคาร ในทางปฏิบัติมักออกแบบไว้ที่ราว 8 ชั้น และหลายโครงการอยู่ที่ 3 ถึง 6 ชั้นเท่านั้น ตามที่ centralhome.co.th ระบุไว้
คอนโด High Rise คืออาคารชุดที่สูงตั้งแต่ 23 เมตรขึ้นไป จึงเข้านิยามอาคารสูง และต้องทำตามข้อกำหนดของอาคารสูงทุกข้อ ในตลาดกรุงเทพมักอยู่ที่ 20 ถึง 30 ชั้นขึ้นไป
ข้อควรรู้ที่ตามมาทันทีคือ อาคารที่มีพื้นที่รวมทุกชั้นตั้งแต่ 10,000 ตารางเมตรขึ้นไป เข้านิยามอาคารขนาดใหญ่พิเศษ ซึ่งเป็นคนละเกณฑ์กับความสูง อาคารหนึ่งจึงเป็นได้ทั้งอาคารสูงและอาคารขนาดใหญ่พิเศษพร้อมกัน หรือเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้
2) กฎหมายใช้ความสูงกี่เมตรแบ่ง Low Rise กับ High Rise
เกณฑ์ 23 เมตร เปิดสวิตช์ข้อกำหนดความปลอดภัยชุดใหญ่
จุดที่บทความส่วนใหญ่ในตลาดพูดถึงคือ Low Rise หนีไฟลงบันไดได้เร็วกว่า ซึ่งจริง แต่ยังไม่ใช่ประเด็นที่สำคัญที่สุด ประเด็นที่สำคัญกว่าคือเมื่ออาคารไม่ถึง 23 เมตร ชุดข้อกำหนดความปลอดภัยของอาคารสูงจะไม่ถูกบังคับกับอาคารนั้นตามกฎหมาย
สาระของข้อกำหนดที่มากับสถานะอาคารสูงตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 33 พ.ศ. 2535 มีดังนี้ ข้อมูลจากเอกสารเผยแพร่ของสมาคมสถาปนิกสยาม
| ข้อกำหนดตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 33 พ.ศ. 2535 | เกณฑ์ขั้นต่ำ |
| ระบบดับเพลิงอัตโนมัติ | ครอบคลุมทุกชั้นของอาคาร |
| ลิฟต์ดับเพลิง | อย่างน้อยหนึ่งตัว ขนาดมวลบรรทุกไม่น้อยกว่า 630 กิโลกรัม |
| บันไดหนีไฟ | อย่างน้อยสองแห่ง ห่างกันไม่เกิน 60 เมตร และกว้างไม่น้อยกว่า 90 เซนติเมตร |
| ห้องว่างสำหรับหลบภัย | พื้นที่ไม่น้อยกว่า 6 ตารางเมตรในแต่ละชั้น ติดกับเส้นทางหนีไฟ |
| ถนนรอบอาคาร | ผิวการจราจรกว้างไม่น้อยกว่า 6 เมตร เพื่อให้รถดับเพลิงเข้าถึงได้ |
| น้ำสำรองดับเพลิง | รักษาแรงดันที่ชั้นบนสุดไม่น้อยกว่า 0.45 เมกะปาสกาล และอัตราไหลไม่น้อยกว่า 30 ลิตรต่อวินาที |
อ่านรายการนี้แล้วจะเห็นภาพชัดขึ้นว่า สิ่งที่หลายคนคิดว่าคอนโดทุกแห่งต้องมี จริง ๆ แล้วเป็นข้อกำหนดของอาคารสูงโดยเฉพาะ โครงการ Low Rise จำนวนไม่น้อยติดตั้งระบบเหล่านี้เองเพราะเป็นมาตรฐานของผู้พัฒนา แต่เป็นการติดตั้งโดยสมัครใจ ไม่ใช่เพราะกฎหมายบังคับ
คำถามที่ควรถามฝ่ายขายก่อนวางเงินจอง มีสามข้อ
- อาคารนี้สูงกี่เมตรจากระดับพื้นดินตามแบบที่ยื่นขออนุญาต ไม่ใช่กี่ชั้น
- อาคารนี้มีระบบดับเพลิงอัตโนมัติครบทุกชั้นหรือไม่ และมีบันไดหนีไฟกี่แห่ง
- ถ้าไม่ใช่อาคารสูง โครงการติดตั้งระบบใดเพิ่มเองบ้าง และระบุไว้ในเอกสารโครงการตรงไหน
สามคำถามนี้ตอบได้ในนัดเดียว และเปลี่ยนบทสนทนาจากการเถียงเรื่องป้ายกำกับ ไปเป็นการตรวจสิ่งที่มีอยู่จริงในอาคาร
เกณฑ์ EIA ไม่ได้ผูกกับความสูง แต่ผูกกับจำนวนยูนิตและพื้นที่
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดในหัวข้อนี้คือ Low Rise ไม่ต้องทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ซึ่งไม่ถูกต้อง ตามเกณฑ์ของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อาคารชุดที่มีห้องชุดตั้งแต่ 80 ห้องขึ้นไป หรือมีพื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ 4,000 ตารางเมตรขึ้นไป ต้องจัดทำรายงานฉบับนี้ และเกณฑ์ทั้งสองข้อไม่ได้อ้างอิงความสูงของอาคารเลย
ผลที่ตามมาคือ โครงการ Low Rise 8 ชั้นที่วางไว้ 120 ยูนิต ต้องทำรายงานฉบับนี้ ขณะที่อาคารสูงหน้าแคบที่มี 60 ยูนิตและพื้นที่ใช้สอยไม่ถึง 4,000 ตารางเมตร อาจไม่ต้องทำ ความสูงกับ EIA จึงเป็นสองเกณฑ์ที่เดินคนละทาง และการเหมารวมทั้งสองเรื่องเข้าด้วยกันทำให้ผู้ซื้อประเมินโครงการผิดตั้งแต่ต้น
ผู้อ่านตรวจสถานะรายงานของโครงการที่สนใจได้เองที่ระบบของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยค้นจากชื่อโครงการ วิธีนี้ตอบได้แน่นอนกว่าการถามฝ่ายขายอย่างเดียว
ความกว้างถนนหน้าโครงการ ตัวแปรที่กำหนดว่าอาคารไปตั้งตรงไหนได้
อาคารสูงต้องมีด้านหนึ่งของที่ดินติดถนนสาธารณะที่กว้างไม่น้อยกว่า 10 เมตร ขณะที่อาคารที่ไม่เข้านิยามอาคารสูงตั้งในซอยที่กว้างตั้งแต่ 6 เมตรได้ ตามที่ทั้งแสนสิริและศุภาลัยระบุตรงกัน
ข้อกำหนดข้อเดียวนี้อธิบายภาพที่ทุกคนเห็นจนชินตาได้เกือบทั้งหมด คือ High Rise เกาะอยู่ริมถนนใหญ่และใกล้สถานีรถไฟฟ้า ส่วน Low Rise อยู่ลึกเข้าไปในซอย ไม่ใช่เพราะผู้พัฒนาเลือกแบบนั้นด้วยรสนิยม แต่เพราะที่ดินในซอยรองรับอาคารสูงไม่ได้ตั้งแต่แรก
เมื่อรู้ข้อนี้แล้ว การเลือกระหว่าง Low Rise กับ High Rise จึงเป็นการเลือกทำเลไปพร้อมกันโดยอัตโนมัติ และเป็นสิ่งที่แปลงเป็นตัวเงินได้ ซึ่งจะเห็นชัดในหัวข้อถัดไป
3) เทียบ Low Rise กับ High Rise 8 ประเด็นที่มีผลต่อการตัดสินใจ
แต่ละประเด็นด้านล่างเรียงลำดับเหมือนกันทุกข้อ คือ Low Rise ก่อน แล้วตามด้วย High Rise เพื่อให้เทียบข้อต่อข้อได้ทันที
ความสูงและจำนวนชั้น
- Low Rise สูงไม่ถึง 23 เมตร ในทางปฏิบัติอยู่ที่ราว 8 ชั้น และหลายโครงการอยู่ที่ 3 ถึง 6 ชั้น
- High Rise สูงตั้งแต่ 23 เมตรขึ้นไป ในตลาดกรุงเทพมักอยู่ที่ 20 ถึง 30 ชั้นขึ้นไป
ข้อกำหนดความปลอดภัยตามกฎหมายอาคารสูง
- Low Rise ไม่เข้านิยามอาคารสูง จึงไม่ถูกบังคับด้วยชุดข้อกำหนดอาคารสูง ระบบที่มีจึงขึ้นกับมาตรฐานของผู้พัฒนาแต่ละราย
- High Rise ถูกบังคับทั้งชุด ทั้งระบบดับเพลิงอัตโนมัติทุกชั้น ลิฟต์ดับเพลิง บันไดหนีไฟสองแห่ง และพื้นที่หลบภัยประจำชั้น
จำนวนยูนิตและความหนาแน่น
- Low Rise มียูนิตน้อยกว่าในอาคารเดียวกัน ความหนาแน่นต่อพื้นที่ส่วนกลางจึงต่ำกว่า และผู้อยู่อาศัยเจอกันซ้ำจนจำหน้ากันได้
- High Rise มียูนิตหลักร้อยถึงหลักพัน ส่วนกลางถูกใช้ร่วมกันโดยคนจำนวนมากในช่วงเวลาเดียวกัน
ส่วนกลางและค่าส่วนกลาง
- Low Rise มีส่วนกลางน้อยรายการกว่า และค่าส่วนกลางไม่ต้องแบกต้นทุนดูแลระบบของอาคารสูง เช่น ลิฟต์ดับเพลิงและระบบน้ำสำรองแรงดันสูง
- High Rise มีส่วนกลางครบกว่า แต่ค่าส่วนกลางต้องครอบคลุมการดูแลลิฟต์หลายตัว ระบบดับเพลิงทั้งอาคาร และงานบำรุงรักษาที่กฎหมายกำหนด
ทำเลและความกว้างถนนหน้าโครงการ
- Low Rise ตั้งในซอยกว้างตั้งแต่ 6 เมตรได้ จึงมักอยู่ลึกเข้าไปในซอยและเงียบกว่า แต่เดินถึงสถานีรถไฟฟ้าได้ยากกว่า
- High Rise ต้องมีด้านหนึ่งติดถนนสาธารณะกว้างไม่น้อยกว่า 10 เมตร จึงเกาะถนนใหญ่และมักอยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้า
ลิฟต์และเวลารอในชั่วโมงเร่งด่วน
- Low Rise ใช้ลิฟต์น้อยตัวกว่าแต่รับคนน้อยกว่ามาก Plus Property ระบุว่าผู้อยู่อาศัยเข้าถึงส่วนกลางได้โดยไม่ต้องรอลิฟต์นาน และหลายโครงการเดินขึ้นลงบันไดแทนได้จริง
- High Rise มีลิฟต์หลายตัวแต่ต้องรับคนทั้งอาคาร ช่วงเช้าและช่วงเลิกงานจึงเป็นช่วงที่เวลารอยาวที่สุดของวัน
ราคาต่อตารางเมตรและสภาพคล่องตอนขายต่อ
- Low Rise มักอยู่ในทำเลที่ราคาต่อตารางเมตรต่ำกว่า เพราะอยู่ลึกเข้าไปในซอย ผู้ซื้อจึงได้พื้นที่มากขึ้นต่อเงินเท่ากัน แต่ฐานผู้ซื้อตอนขายต่อแคบกว่าเพราะกลุ่มที่ต้องการเดินถึงสถานีจะข้ามไป
- High Rise มักอยู่ในทำเลที่ราคาต่อตารางเมตรสูงกว่า ได้พื้นที่น้อยลงต่อเงินเท่ากัน แต่ฐานผู้ซื้อและผู้เช่ากว้างกว่าเพราะครอบคลุมทั้งคนที่ต้องการทำเลและคนที่ต้องการวิว
ส่วนต่างราคาตามชั้นในอาคารเดียวกัน
- Low Rise แทบไม่มีส่วนต่างราคาตามชั้นให้ใช้ เพราะชั้น 2 กับชั้น 8 ต่างกันไม่มากพอที่ตลาดจะให้ราคาต่างกันอย่างมีนัย
- High Rise มีส่วนต่างราคาระหว่างชั้นสูงกับชั้นต่ำในอาคารเดียวกันราว 15 ถึง 25 เปอร์เซ็นต์ ตามข้อมูลของ superagent.co ที่เผยแพร่เมื่อ 29 เมษายน 2569

4) คอนโด Mid Rise อยู่ตรงไหนระหว่าง Low Rise กับ High Rise
Mid Rise เป็นคำที่ใช้กันในตลาดเพื่อเรียกอาคารที่สูงกว่า Low Rise แต่ยังไม่สูงเท่าอาคาร 30 ชั้น ข้อที่ต้องเข้าใจให้ตรงคือ กฎหมายควบคุมอาคารไม่มีคำว่า Mid Rise อยู่เลย มีแต่เส้น 23 เมตรที่แบ่งอาคารออกเป็นสองฝั่งเท่านั้น
แปลว่าอาคารที่ตลาดเรียกว่า Mid Rise เกือบทั้งหมดอยู่ฝั่งอาคารสูงในสายตากฎหมาย และต้องทำตามข้อกำหนดของอาคารสูงครบทุกข้อเหมือน High Rise 40 ชั้น ผู้ซื้อที่คิดว่า Mid Rise คือทางสายกลางซึ่งจะได้ค่าส่วนกลางแบบ Low Rise พร้อมทำเลแบบ High Rise จึงมักคาดหวังผิด
วิธีจัดการกับคำนี้ที่ตรงที่สุดคือ อย่าถามว่าโครงการเรียกตัวเองว่าอะไร ให้ถามว่าอาคารสูงกี่เมตร แล้วเทียบกับเส้น 23 เมตรด้วยตัวเอง คำตอบที่ได้จะบอกทันทีว่าอาคารนี้อยู่ใต้กติกาชุดไหน
5) คุณควรเลือกคอนโด Low Rise หรือ High Rise แบบไหน
แทนที่จะตอบว่าแบบไหนดีกว่า ให้ดูจากสิ่งที่ผู้อ่านต้องยอมแลก เพราะทั้งสองแบบแลกคนละอย่างกัน และการแลกนั้นวัดเป็นเงินได้
ในทางกลับกัน คันโยกที่ Low Rise ไม่มีคือส่วนต่างราคาตามชั้น ที่อาคารสูงย่านอโศก ราคาต่อตารางเมตรอยู่ที่ 214,000 บาท ตามข้อมูลของ bambooroutes.com ที่ปรับปรุงเมื่อ 2 เมษายน 2569 ห้อง 35 ตารางเมตรจึงอยู่ที่ราว 7,490,000 บาท และส่วนต่างของชั้นที่อัตรากลาง 20 เปอร์เซ็นต์คิดเป็น 1,498,000 บาท ที่บางนาซึ่งอยู่ที่ 107,000 บาทต่อตารางเมตร ส่วนต่างเดียวกันคิดเป็น 749,000 บาท
คันโยกสองตัวนี้ไม่ได้อยู่ในสเกลเดียวกัน ผู้ที่เลือก Low Rise กำลังประหยัดค่าทำเลในระดับหลักพันบาทต่อเดือน แต่ยอมสละคันโยกราคาที่มีมูลค่าหลักแสนถึงหลักล้านบาทในอาคารสูง และควรตัดสินใจโดยรู้ตัวว่ากำลังแลกอะไรกับอะไร
Low Rise เหมาะกับผู้ที่อยู่เองระยะยาว ให้น้ำหนักกับความเงียบและความเป็นส่วนตัวมากกว่าการเดินถึงสถานี มีรถส่วนตัวหรือทำงานแบบไม่ต้องเข้าออฟฟิศทุกวัน และไม่ได้ตั้งใจขายต่อในระยะสั้น
High Rise เหมาะกับผู้ที่ต้องเดินทางด้วยรถไฟฟ้าเป็นหลัก ต้องการฐานผู้เช่าและผู้ซื้อที่กว้างเมื่อถึงวันปล่อยต่อ และรับเรื่องความหนาแน่นของส่วนกลางกับเวลารอลิฟต์ในชั่วโมงเร่งด่วนได้
สำหรับผู้ที่ยังตัดสินใจไม่ได้ วิธีที่ได้ผลคือไปยืนในห้องตัวอย่างของทั้งสองแบบในช่วงเวลาเดียวกันของวัน ปิดหน้าต่างฟังหนึ่งนาที แล้วเปิดหน้าต่างฟังอีกหนึ่งนาที ความต่างที่ได้ยินในสองนาทีนั้นบอกได้มากกว่าตารางเทียบทุกตาราง
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับคอนโด Low Rise
คอนโด Low Rise มีกี่ชั้น
แหล่งข้อมูลในตลาดระบุไม่ตรงกัน แสนสิริระบุราว 8 ถึง 9 ชั้น ศุภาลัยและ Plus Property ระบุไม่เกิน 8 ชั้น ส่วน centralhome.co.th ระบุว่าโครงการจำนวนมากอยู่ที่ 3 ถึง 6 ชั้น เกณฑ์ที่แน่นอนกว่าคือความสูงต้องไม่ถึง 23 เมตร ผู้อ่านจึงควรถามความสูงเป็นเมตรจากฝ่ายขาย แทนการถามจำนวนชั้นอย่างเดียว
คอนโด Low Rise กับ High Rise ต่างกันยังไง
ต่างกันที่เส้น 23 เมตรเป็นหลัก เมื่อข้ามเส้นนี้อาคารเข้านิยามอาคารสูง ต้องมีระบบดับเพลิงอัตโนมัติทุกชั้น ลิฟต์ดับเพลิง บันไดหนีไฟสองแห่ง พื้นที่หลบภัยประจำชั้น และต้องตั้งบนที่ดินที่ติดถนนสาธารณะกว้างไม่น้อยกว่า 10 เมตร ความต่างเรื่องจำนวนยูนิต ค่าส่วนกลาง ทำเล และส่วนต่างราคาตามชั้น ล้วนเป็นผลตามมาจากเส้นนี้ทั้งหมด
คอนโด Low Rise ต้องทำรายงาน EIA ไหม
ต้องทำ ถ้ามีห้องชุดตั้งแต่ 80 ห้องขึ้นไป หรือมีพื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ 4,000 ตารางเมตรขึ้นไป ตามเกณฑ์ของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เกณฑ์นี้ไม่ได้อ้างอิงความสูงของอาคาร ความเชื่อที่ว่าอาคารเตี้ยไม่ต้องทำรายงานฉบับนี้จึงไม่ถูกต้อง
คอนโด Low Rise ค่าส่วนกลางถูกกว่าจริงไหม
อัตราค่าส่วนกลางในตลาดกว้างมาก อยู่ในช่วงราว 20 ถึง 200 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน เมื่อรวมค่าจากห้าแหล่งที่ระบุไม่ตรงกัน และยังไม่มีแหล่งใดที่แยกค่าเฉลี่ยของ Low Rise ออกจาก High Rise ได้อย่างน่าเชื่อถือ วิธีตัดสินที่ตรงกว่าคืออย่าดูตัวเลขบาทต่อตารางเมตรลอย ๆ แต่ให้เอาค่าส่วนกลางทั้งปีหารด้วยมูลค่าห้อง ถ้าเกิน 0.8 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ควรขอให้นิติบุคคลอธิบายว่าเงินก้อนนั้นไปอยู่ที่ไหน
คอนโด Low Rise ขายต่อยากกว่าไหม
ฐานผู้ซื้อของ Low Rise แคบกว่าโดยธรรมชาติ เพราะกลุ่มที่ตั้งเงื่อนไขว่าต้องเดินถึงสถานีรถไฟฟ้าจะคัดออกตั้งแต่ต้น แต่ความแคบนี้ไม่ได้แปลว่าขายไม่ได้ ตัวแปรที่กำหนดมากกว่าคือทำเลกับสภาพห้อง ผู้ขายจึงควรดูว่าห้องของตัวเองแข่งกับของอีกกี่รายการในทำเลเดียวกัน มากกว่าจะกังวลเรื่องประเภทของอาคารอย่างเดียว
สรุป
คอนโด Low Rise คืออาคารที่อยู่ใต้เส้น 23 เมตร และเส้นนี้คือสิ่งที่กำหนดทุกอย่างที่ตามมา ทั้งชุดข้อกำหนดความปลอดภัยที่บังคับใช้ ความกว้างของถนนที่อาคารตั้งได้ ทำเลที่เป็นไปได้ และคันโยกราคาที่มีให้ใช้ตอนขายต่อ ส่วนเกณฑ์การจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเดินคนละทางกับความสูง จึงต้องตรวจแยกต่างหาก
ก่อนตัดสินใจ ให้ถามความสูงเป็นเมตร ถามว่าอาคารมีระบบความปลอดภัยอะไรบ้างและระบุไว้ที่ไหน ตรวจสถานะรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้วยตัวเอง แล้วเอาค่าส่วนกลางทั้งปีหารด้วยมูลค่าห้องเพื่อดูว่าอัตราที่จ่ายอยู่สมเหตุสมผลหรือไม่ สี่ข้อนี้ทำได้ในวันเดียวและตอบคำถามได้มากกว่าการอ่านรีวิวสิบหน้า
เมื่อพร้อมเทียบของจริง เปิดดูคอนโดให้เช่าและคอนโดประกาศขายทั่วกรุงเทพบนแพลตฟอร์มของ PropertyScout แล้วเลือกสามยูนิตในสามอาคารที่ต่างประเภทกัน ส่งคำถามชุดเดียวกันไปทั้งสามที่ คำตอบที่ได้จะเทียบกันได้ตรงและเห็นความต่างชัดกว่าการดูทีละที่ Browse verified listings
FAQs
Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Suspendisse varius enim in eros elementum tristique.
Explore More Topics
Free real estate resources and tips on how to capitalise