In Short
Advice

Key Highlights
- ตลาดไทยแบ่งระดับด้วยราคาต่อตารางเมตร ไม่ใช่ด้วยชื่อย่านหรือชื่อแบรนด์ สองแหล่งอิสระให้เส้นแบ่งตรงกันที่ 250,000 บาทต่อตารางเมตรสำหรับระดับ Luxury และ 300,000 บาทต่อตารางเมตรสำหรับระดับที่สูงขึ้นไป
- ค่าเฉลี่ยทั้งกรุงเทพอยู่ที่ 197,000 บาทต่อตารางเมตร และมีเพียงสองย่านที่ค่าเฉลี่ยข้ามเส้น 250,000 บาท คือหลังสวนกับชิดลมที่ 267,000 บาท และสีลมกับศาลาแดงที่ 252,000 บาท
- ทองหล่ออยู่ที่ 246,000 บาทต่อตารางเมตร ซึ่งยังไม่ข้ามเส้น แปลว่าการซื้อในย่านระดับบนไม่ได้แปลว่าได้ห้องระดับ Luxury โดยอัตโนมัติ ต้องดูราคาต่อตารางเมตรของห้องนั้นเอง
- ค่าส่วนกลางของโครงการระดับบนอยู่ที่ 95 ถึง 150 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน เทียบกับ 35 ถึง 45 บาทของคอนโดทั่วไป ห้อง 100 ตารางเมตรจึงจ่ายได้ถึง 114,000 ถึง 180,000 บาทต่อปี
- ห้องราคาเกิน 7 ล้านบาทไม่เข้าเกณฑ์ลดค่าธรรมเนียมโอนและจดจำนองเหลือ 0.01 เปอร์เซ็นต์ กลุ่มนี้จึงอยู่นอกมาตรการเกือบทั้งหมด
คอนโดหรูเริ่มต้นที่ราคาต่อตารางเมตรเท่าไหร่
คำว่าคอนโดหรูถูกใช้กว้างมากจนแทบไม่มีความหมายในเชิงการตัดสินใจ โครงการที่ราคา 150,000 บาทต่อตารางเมตรก็เรียกตัวเองแบบนี้ได้ และโครงการที่ราคา 400,000 บาทต่อตารางเมตรก็เรียกแบบเดียวกัน สิ่งที่ผู้ซื้อต้องการจริงจึงไม่ใช่คำนิยาม แต่เป็นเส้นแบ่งที่เอาไปวัดห้องตรงหน้าได้เอง
เส้นแบ่งที่ใช้กันในวงการอสังหาริมทรัพย์ไทยคือราคาต่อตารางเมตร ฐานข้อมูล REALIST ของ The List Group จัดระดับตลาดคอนโดเป็นเจ็ดขั้นตามราคาต่อตารางเมตร โดยระดับ Luxury Class เริ่มที่ 250,000 บาทต่อตารางเมตร ขณะที่ข้อมูลของ CBRE Thailand ซึ่ง DDproperty อ้างอิงในบทความที่ปรับปรุงเมื่อ 20 มีนาคม 2569 ให้เส้นเดียวกันคือ 250,000 บาทต่อตารางเมตรขึ้นไป สองแหล่งนี้เก็บข้อมูลคนละวิธีแต่ได้เส้นแบ่งตรงกัน จึงเป็นตัวเลขที่ใช้อ้างได้อย่างมั่นใจกว่านิยามเชิงบรรยาย
เทียบกับค่าเฉลี่ยของตลาด ราคาคอนโดเฉลี่ยทั้งกรุงเทพอยู่ที่ 197,000 บาทต่อตารางเมตร ตามข้อมูลของ bambooroutes ที่ปรับปรุงเมื่อ 2 เมษายน 2569 แปลว่าเส้น 250,000 บาทอยู่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของเมืองราว 27 เปอร์เซ็นต์ ห้องที่จะเรียกได้ว่าอยู่ในระดับนี้จึงไม่ใช่ห้องที่แพงกว่าตลาดเล็กน้อย แต่ต้องแพงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ
ค้นหาคอนโดหรูบน PropertyScout ต้องกรองอะไรบ้าง
กรองตามย่านก่อน แล้วค่อยคำนวณราคาต่อตารางเมตรเอง
เริ่มจากเลือกย่านหรือสถานีที่สนใจ แล้วนำราคาที่เห็นบนประกาศหารด้วยพื้นที่ใช้สอยของห้องนั้น ตัวเลขที่ได้คือราคาต่อตารางเมตรจริงของห้อง ซึ่งเอาไปเทียบกับเส้น 250,000 บาทได้ทันที วิธีนี้ตรงกว่าการดูชื่อโครงการหรือคำโฆษณา เพราะห้องสองห้องในอาคารเดียวกันที่ชั้นต่างกันมากอาจอยู่คนละระดับ
กรองตามขนาดห้องและจำนวนห้องนอน
ห้องระดับบนมักมีพื้นที่ตั้งแต่ราว 80 ตารางเมตรขึ้นไป แต่กฎหมายไม่ได้กำหนดขนาดขั้นต่ำของห้องระดับนี้ไว้เลย กฎกระทรวง ฉบับที่ 55 พ.ศ. 2543 ข้อ 19 กำหนดเพียงว่าหน่วยในอาคารอยู่อาศัยรวมต้องมีพื้นที่ไม่น้อยกว่า 20 ตารางเมตร และข้อ 20 กำหนดว่าห้องนอนต้องมีพื้นที่ไม่น้อยกว่า 8 ตารางเมตร ด้านแคบที่สุดไม่น้อยกว่า 2.50 เมตร นี่คือเกณฑ์ขั้นต่ำที่กฎหมายยอมให้ผ่าน ไม่ใช่คำแนะนำเรื่องขนาดที่อยู่แล้วสบาย
กรองตามการซื้อและการเช่าไปพร้อมกัน
กลุ่มระดับบนเป็นกลุ่มที่ผู้สนใจมักยังไม่ตัดสินใจว่าจะเช่าหรือซื้อ การเปิดดูทั้งสองฝั่งในย่านเดียวกันช่วยให้เห็นอัตราส่วนค่าเช่าต่อราคาห้องได้เร็ว ดูยูนิตให้เช่าได้ที่หน้ารวม
เกณฑ์อะไรบ้างที่ใช้แบ่งระดับคอนโดหรู
บันไดระดับราคาต่อตารางเมตรของตลาดคอนโดไทย
ฐานข้อมูล REALIST แบ่งตลาดคอนโดออกเป็นเจ็ดระดับตามราคาต่อตารางเมตร ดังนี้
| ระดับ | ราคาต่อตารางเมตร |
|---|---|
| Super Economy | ต่ำกว่า 50,000 บาท |
| Economy Class | 50,000 ถึง 80,000 บาท |
| Main Class | 80,000 ถึง 150,000 บาท |
| High Class | 150,000 ถึง 250,000 บาท |
| Luxury Class | 250,000 ถึง 300,000 บาท |
| Super Luxury | 300,000 ถึง 350,000 บาท |
| Ultimate Class | สูงกว่า 350,000 บาท |
สิ่งที่บันไดนี้บอกและคนมักมองข้าม คือช่วง High Class ที่ 150,000 ถึง 250,000 บาทต่อตารางเมตร กินพื้นที่กว้างมากและครอบคลุมย่านใจกลางเมืองส่วนใหญ่ของกรุงเทพอยู่แล้ว โครงการจำนวนมากที่สื่อสารตัวเองว่าเป็นระดับหรู จึงอยู่ในช่วงนี้ ไม่ใช่ช่วง Luxury Class
Luxury กับ Super Luxury แบ่งกันที่ตรงไหน
เส้นแบ่งที่สองอยู่ที่ 300,000 บาทต่อตารางเมตร ซึ่งได้รับการยืนยันจากอีกแหล่งหนึ่งโดยอิสระ รายงานของ Colliers Thailand โดย ภัทรชัย ทวีวงศ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและการสื่อสาร ที่ The Nation เผยแพร่เมื่อ 16 ตุลาคม 2568 ระบุว่ากลุ่ม ultra luxury คือกลุ่มที่ราคาตั้งแต่ 300,000 บาทต่อตารางเมตรขึ้นไป ตรงกับขอบล่างของ Super Luxury ในบันไดของ REALIST พอดี
รายงานฉบับเดียวกันให้ภาพขนาดของกลุ่มนี้ไว้ด้วย ตลอดสิบปีที่ผ่านมามีการเปิดตัวยูนิตระดับ ultra luxury รวมกว่า 6,625 ยูนิต มูลค่ารวมราว 205,000 ล้านบาท โดยปี 2567 เปิดตัว 958 ยูนิต และมีอีกกว่า 1,000 ยูนิตในแผนช่วงปลายปี 2568 ถึงปี 2569 นอกจากนี้ยังมีการทำสถิติราคาต่อตารางเมตรแตะระดับ 1,000,000 บาทเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ซึ่งเป็นตัวเลขที่แสดงว่าช่วงราคาภายในกลุ่มระดับบนกว้างกว่าที่คนส่วนใหญ่คิดมาก
Branded Residence ไม่ใช่ระดับราคา แต่เป็นเงื่อนไขการบริหาร
จุดที่มักเข้าใจผิดคือการเอา Branded Residence ไปวางเป็นขั้นที่สูงกว่า Super Luxury ในบันไดเดียวกัน ซึ่งไม่ถูกต้อง Branded Residence หมายถึงโครงการที่ทำสัญญากับแบรนด์โรงแรมหรือแบรนด์ดีไซน์ให้เข้ามาบริหารและให้บริการ เช่น The Ritz-Carlton Residences ที่อาคาร MahaNakhon จำนวน 209 ยูนิต The Four Seasons Residences Bangkok ริมแม่น้ำเจ้าพระยา จำนวน 355 ยูนิต The Residences at Mandarin Oriental Bangkok จำนวน 146 ยูนิต และ Aman Nai Lert Bangkok จำนวน 39 ยูนิต ตามข้อมูลที่ Supreme Luxury Property รวบรวมไว้เมื่อ 20 มกราคม 2569
แหล่งเดียวกันระบุไว้ตรงไปตรงมาว่าโครงการระดับบนที่ไม่มีแบรนด์กำกับหลายแห่งเทียบเคียงได้กับโครงการที่มีแบรนด์ ทั้งในแง่ราคา งานสถาปัตยกรรม และระดับการให้บริการ ความต่างจึงอยู่ที่การมีสัญญาแบรนด์ ไม่ใช่ที่คุณภาพที่แตกต่างกันโดยอัตโนมัติ เวลาเทียบสองโครงการที่ราคาต่อตารางเมตรใกล้กัน คำถามที่ควรถามคือแบรนด์นั้นให้บริการอะไรเพิ่มจริงบ้าง และค่าบริการส่วนนั้นสะท้อนอยู่ในค่าส่วนกลางเท่าไหร่
ราคาเฉลี่ยต่อตารางเมตรของย่านระดับบน พร้อมจำนวนยูนิตที่มีอยู่จริง
ตารางด้านล่างรวมสองชุดข้อมูลไว้ด้วยกัน คือราคาเฉลี่ยต่อตารางเมตรรายย่านจาก bambooroutes ปรับปรุง 2 เมษายน 2569 และจำนวนยูนิตกับค่าเช่าเริ่มต้นที่ดึงสดจากแพลตฟอร์มของ PropertyScout เมื่อ 13 สิงหาคม 2569 เวลาราว 04.30 น. ตัวเลขฝั่งแพลตฟอร์มขยับได้ทุกวัน จึงควรตรวจซ้ำจากหน้าจริงก่อนใช้ตัดสินใจ
หลังสวนและชิดลม
หลังสวนและชิดลมเป็นโซนที่ราคาต่อตารางเมตรสูงที่สุดกลุ่มหนึ่งของกรุงเทพ เพราะอยู่ใจกลางเมืองและเดินถึงย่านการค้าหลักได้ ผู้ที่มองหาคอนโดหรูย่านชิดลมมักเริ่มสำรวจจากโซนนี้ก่อนขยับไปเทียบกับย่านอื่น
| ตัวชี้วัด | ตัวเลข |
|---|---|
| ราคาเฉลี่ยต่อตารางเมตร | 267,000 บาท |
| ระดับตามเกณฑ์ราคาต่อตารางเมตร | Luxury Class |
| ค่าเช่าเริ่มต้นเทียบกับทั้งกรุงเทพ | สูงกว่าราว 62.5 เปอร์เซ็นต์ |
ทองหล่อ
ทองหล่อเป็นย่านที่ยังคุมภาพลักษณ์ระดับบนไว้ได้ ทั้งร้านอาหาร ไลฟ์สไตล์ และผู้เช่าต่างชาติที่อยู่กันยาว คนที่กำลังเทียบคอนโดหรูย่านทองหล่อจึงมองที่คุณภาพอาคารและการบริหารนิติบุคคลเป็นหลัก
| ตัวชี้วัด | ตัวเลข |
|---|---|
| ราคาเฉลี่ยต่อตารางเมตร | 246,000 บาท |
| ระดับตามเกณฑ์ราคาต่อตารางเมตร | High Class ยังไม่ถึงเส้น 250,000 บาท |
| ค่าเช่าเริ่มต้นเทียบกับทั้งกรุงเทพ | สูงกว่าราว 50 เปอร์เซ็นต์ |
สาทรและช่องนนทรี
สาทรและช่องนนทรีเป็นย่านสำนักงานที่มีอาคารระดับบนกระจุกตัวอยู่รอบสถานี ทำให้เดินไปทำงานได้โดยไม่ต้องพึ่งรถ ผู้ที่กำลังดูคอนโดหรูย่านสาทรจึงให้น้ำหนักกับระยะเดินถึงสถานีมากพอกับขนาดห้อง
| ตัวชี้วัด | ตัวเลข |
|---|---|
| ราคาเฉลี่ยต่อตารางเมตร | 229,000 บาท |
| ระดับตามเกณฑ์ราคาต่อตารางเมตร | High Class |
| ค่าเช่าเริ่มต้นเทียบกับทั้งกรุงเทพ | สูงกว่าราว 56.3 เปอร์เซ็นต์ |
ริมแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณสะพานตากสิน
| ตัวชี้วัด | ตัวเลข |
|---|---|
| ราคาเฉลี่ยต่อตารางเมตร | ยังไม่พบค่าเฉลี่ยรายย่านที่เผยแพร่จากแหล่งที่ตรวจสอบได้ |
| ระดับตามเกณฑ์ราคาต่อตารางเมตร | ต้องคำนวณรายห้อง เพราะช่วงราคาในโซนนี้กว้างมาก |
| ค่าเช่าเริ่มต้นเทียบกับทั้งกรุงเทพ | สูงกว่าราว 25 เปอร์เซ็นต์ |
สิ่งที่ตารางนี้บอกและยังไม่มีหน้าไหนในผลค้นหาพูดถึง คือมีเพียงหลังสวนกับชิดลมที่ค่าเฉลี่ยของย่านข้ามเส้น 250,000 บาทต่อตารางเมตร ส่วนสีลมกับศาลาแดงข้ามเส้นเช่นกันที่ 252,000 บาท ขณะที่ทองหล่อซึ่งคนทั่วไปมองว่าเป็นย่านระดับบน กลับอยู่ที่ 246,000 บาท ซึ่งยังไม่ถึงเส้น และไม่มีย่านใดในกรุงเทพที่ค่าเฉลี่ยขึ้นไปถึงเส้น 300,000 บาทเลย
ข้อสรุปที่ใช้ได้จริงคือระดับความหรูเป็นคุณสมบัติของอาคาร ไม่ใช่ของย่าน การซื้อในทองหล่อไม่ได้แปลว่าได้ห้องระดับ Luxury Class โดยอัตโนมัติ และในทางกลับกัน อาคารเดี่ยว ๆ ในย่านที่ค่าเฉลี่ยต่ำกว่านั้นก็ข้ามเส้นได้ ความแตกต่างของราคาภายในย่านระดับบนย่านเดียวกว้างกว่าความแตกต่างระหว่างย่านระดับบนด้วยกันเองมาก ช่วงห่างระหว่างย่านที่ค่าเฉลี่ยสูงกว่ากับต่ำกว่าในกลุ่มหกย่านแรกอยู่ที่ราว 25 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ภายในย่านเดียวกันมีตั้งแต่ระดับ 250,000 บาทไปจนถึงสถิติ 1,000,000 บาทต่อตารางเมตร

ยูนิตระดับ Luxury ที่ว่างอยู่ตอนนี้
สิ่งที่ควรอ่านคู่กับบล็อกรายการคือขนาดของอุปทานฝั่งขาย ประกาศขายที่อยู่ในสี่ทำเลระดับบนข้างต้นคิดเป็นราว 11.8 เปอร์เซ็นต์ของประกาศขายคอนโดทั้งกรุงเทพ ตัวเลขนี้เป็นค่าสูงสุดของกรอบ เพราะพื้นที่รับของสถานีที่อยู่ใกล้กันซ้อนทับกันได้ ฝั่งเช่ามีสัดส่วนใกล้เคียงกันคือราว 14.7 เปอร์เซ็นต์
สิ่งที่ตัวเลขคู่นี้บอกคือกลุ่มระดับบนไม่ได้เล็กอย่างที่ภาพจำบอก แต่กระจุกตัวสูงมาก อุปทานราวหนึ่งในแปดของทั้งเมืองอยู่ในพื้นที่ไม่กี่ตารางกิโลเมตร ผู้ที่ตั้งงบไว้ในระดับนี้จึงมีตัวเลือกมากกว่าที่คิด แต่ต้องยอมรับว่าตัวเลือกเกือบทั้งหมดอยู่ในทำเลกลุ่มเดียวกัน
ซื้อคอนโดระดับราคานี้ ต้องตรวจอะไรเป็นพิเศษ
ค่าส่วนกลางสูงกว่าคอนโดทั่วไปสองถึงสามเท่า
นี่คือค่าใช้จ่ายที่คนคำนวณค่างวดมักลืมบวก ข้อมูลของ Plus Property ที่ปรับปรุงเมื่อ 10 กรกฎาคม 2569 ระบุอัตราค่าส่วนกลางของคอนโดกรุงเทพทั่วไปไว้ที่ 35 ถึง 45 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน ขณะที่โครงการระดับ Ultimate อยู่ที่ 95 ถึง 150 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน บทความของ Ananda ที่เผยแพร่เมื่อ 5 พฤษภาคม 2569 ให้ช่วงกว้างสอดคล้องกันคือ 35 ถึง 150 บาทต่อตารางเมตร
แปลเป็นเงินจริง ห้อง 100 ตารางเมตรในโครงการระดับบนจ่ายค่าส่วนกลาง 9,500 ถึง 15,000 บาทต่อเดือน หรือ 114,000 ถึง 180,000 บาทต่อปี เทียบกับห้อง 35 ตารางเมตรที่อัตรา 50 บาทต่อตารางเมตร ซึ่งจ่าย 1,750 บาทต่อเดือน หรือ 21,000 บาทต่อปี ส่วนต่างนี้เกิดขึ้นทุกปีตลอดอายุการถือครอง และเกิดขึ้นต่อไปแม้ในปีที่ไม่ได้เข้าอยู่เอง
คำถามที่ควรถามฝ่ายขายหรือนิติบุคคลจึงไม่ใช่แค่ว่าอัตราเท่าไหร่ แต่ต้องถามว่าอัตรานั้นครอบคลุมบริการอะไรบ้าง มีบริการที่ต้องจ่ายเพิ่มแยกต่างหากหรือไม่ และเงินกองทุนสำรองเก็บอย่างไร ให้ขอคำตอบเป็นลายลักษณ์อักษร เพราะบริการระดับโรงแรมที่ใช้เป็นจุดขายมักเป็นส่วนที่ทำให้อัตราต่างกันมากที่สุด
กรรมสิทธิ์เป็น Freehold หรือ Leasehold
ชาวต่างชาติถือกรรมสิทธิ์ห้องชุดแบบ freehold ได้รวมกันไม่เกิน 49 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ห้องชุดทั้งหมดในอาคาร จุดสำคัญคือโควตานี้คิดจากพื้นที่ ไม่ใช่จากจำนวนยูนิต ห้องขนาดใหญ่จึงกินโควตามากกว่าต่อหนึ่งยูนิต ผลที่ตามมาคืออาคารระดับบนซึ่งมีห้องขนาดใหญ่เป็นสัดส่วนสูง มักใช้โควตาต่างชาติหมดเร็วกว่าอาคารที่มีห้องเล็กเป็นหลัก
เมื่อโควตาเต็ม ห้องที่เหลือขายให้ชาวต่างชาติได้ในรูปแบบ leasehold ซึ่งเป็นสิทธิการเช่าระยะยาว ไม่ใช่กรรมสิทธิ์ การเทียบราคาสองห้องที่ราคาต่อตารางเมตรใกล้กันแต่รูปแบบสิทธิต่างกันจึงเป็นการเทียบของคนละอย่าง ให้ถามฝ่ายขายว่าห้องที่สนใจอยู่ในโควตาใด และขอคำตอบเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนวางเงินจอง
โควตาต่างชาติของโครงการเหลือเท่าไหร่
แม้ผู้ซื้อจะเป็นคนไทย ข้อมูลนี้ก็ยังสำคัญ เพราะสัดส่วนโควตาที่เหลือมีผลต่อสภาพคล่องของห้องเมื่อขายต่อ ห้องที่อยู่ในโควตาต่างชาติและยังว่างอยู่ ขายต่อได้ให้ทั้งผู้ซื้อไทยและผู้ซื้อต่างชาติ ส่วนห้องที่อยู่นอกโควตาขายต่อได้เฉพาะผู้ซื้อไทย ในทำเลระดับบนซึ่งผู้ซื้อต่างชาติเป็นกลุ่มสำคัญ ความต่างข้อนี้มีน้ำหนักกว่าที่คิด
ค่าธรรมเนียมและภาษีที่ห้องราคาสูงไม่ได้รับการลด
คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อ 30 มิถุนายน 2569 ต่ออายุมาตรการลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนโอนจาก 2 เปอร์เซ็นต์เหลือ 0.01 เปอร์เซ็นต์ และค่าจดทะเบียนจำนองจาก 1 เปอร์เซ็นต์เหลือ 0.01 เปอร์เซ็นต์ ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2570 แต่เพดานของมาตรการอยู่ที่ราคาซื้อขายและราคาประเมินไม่เกิน 7 ล้านบาทต่อสัญญา และใช้กับผู้ซื้อที่เป็นบุคคลธรรมดาสัญชาติไทยเท่านั้น
ห้องในกลุ่มระดับบนแทบทั้งหมดจึงอยู่นอกมาตรการนี้ ตัวอย่างที่คำนวณให้เห็นภาพ ห้อง 100 ตารางเมตรย่านหลังสวนและชิดลมที่ราคาต่อตารางเมตร 267,000 บาท ได้กรอบราคาราว 26,700,000 บาท ค่าธรรมเนียมโอนที่อัตราปกติ 2 เปอร์เซ็นต์คิดเป็น 534,000 บาท ขณะที่ถ้าเข้าเกณฑ์ 0.01 เปอร์เซ็นต์จะเสียเพียง 2,670 บาท ส่วนต่างคือ 531,330 บาท ซึ่งมักถูกละไว้จากการคำนวณตอนตั้งงบ
อีกก้อนที่ใหญ่กว่าคือภาษีธุรกิจเฉพาะอัตรา 3.3 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเรียกเก็บเมื่อขายต่อโดยถือครองไม่ถึง 5 ปี และไม่มีชื่อในทะเบียนบ้านหรือมีชื่อไม่ครบ 1 ปี บนห้องกรอบราคา 26,700,000 บาท คิดเป็นราว 881,100 บาท เส้นแบ่ง 5 ปีจึงมีน้ำหนักกับห้องราคาสูงมากกว่าห้องราคาทั่วไปแบบเป็นสัดส่วนตรง และเป็นตัวกำหนดว่าควรถือกี่ปีถึงคุ้ม มากกว่าอัตราดอกเบี้ยเสียอีก
ผลตอบแทนจากการปล่อยเช่าของย่านระดับบนอยู่ที่เท่าไหร่
ประเด็นนี้มักถูกข้ามในเนื้อหาที่เขียนเพื่อขาย ข้อมูลผลตอบแทนขั้นต้นรายย่านของ bambooroutes ปรับปรุงเมื่อ 8 พฤษภาคม 2569 แสดงว่าย่านระดับบนอยู่ในกลุ่มที่ผลตอบแทนขั้นต้นต่ำกว่าย่านรอบนอกอย่างชัดเจน
| ย่าน | สตูดิโอ | หนึ่งห้องนอน | สองห้องนอน |
|---|---|---|---|
| เพลินจิตและชิดลม | 2.7 เปอร์เซ็นต์ต่อปี | 3.3 เปอร์เซ็นต์ต่อปี | 3.7 เปอร์เซ็นต์ต่อปี |
| ทองหล่อ | 3.4 เปอร์เซ็นต์ต่อปี | 4.0 เปอร์เซ็นต์ต่อปี | 4.5 เปอร์เซ็นต์ต่อปี |
| สาทรและสีลม | 3.4 เปอร์เซ็นต์ต่อปี | 4.1 เปอร์เซ็นต์ต่อปี | 4.6 เปอร์เซ็นต์ต่อปี |
| ริมแม่น้ำ | 3.2 เปอร์เซ็นต์ต่อปี | 3.7 เปอร์เซ็นต์ต่อปี | 4.3 เปอร์เซ็นต์ต่อปี |
| อ่อนนุช ซึ่งอยู่นอกกลุ่มระดับบน | 4.4 เปอร์เซ็นต์ต่อปี | 5.0 เปอร์เซ็นต์ต่อปี | 5.9 เปอร์เซ็นต์ต่อปี |
ตัวเลขชุดนี้เป็นผลตอบแทนขั้นต้น ยังไม่หักค่าใช้จ่ายและยังไม่คิดช่วงที่ห้องว่าง เป็นค่าอ้างอิงในอดีต ไม่ใช่คำสัญญาว่าผลตอบแทนจริงจะออกมาเท่านี้ เมื่อหักค่าส่วนกลาง ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และช่วงห้องว่างตามปกติ ส่วนต่างระหว่างขั้นต้นกับสุทธิมักมากกว่า 1 จุด และในกลุ่มระดับบนส่วนต่างนี้จะกว้างกว่าปกติ เพราะค่าส่วนกลางต่อตารางเมตรสูงกว่าสองถึงสามเท่า
ข้อสรุปที่ตรงไปตรงมาคือคอนโดระดับบนไม่ใช่สินทรัพย์ที่เลือกด้วยเหตุผลเรื่องผลตอบแทนค่าเช่า ผู้ที่ต้องการผลตอบแทนเป็นหลักมักได้ตัวเลขที่ดีกว่าจากย่านรอบนอก ส่วนผู้ที่เลือกกลุ่มนี้มักเลือกด้วยเหตุผลเรื่องการใช้ชีวิต ทำเล และการรักษามูลค่าในระยะยาว วิธีคำนวณผลตอบแทนทั้งขั้นต้นและสุทธิอยู่ในคู่มือคำนวณผลตอบแทนค่าเช่าของ PropertyScout
ผู้ซื้อต่างชาติต้องเตรียมอะไรเพิ่ม
วงเงินสินเชื่อที่ได้ต่างจากผู้ซื้อคนไทยอย่างมีนัยสำคัญ
ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศเมื่อ 14 พฤษภาคม 2569 ต่ออายุการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ให้ปล่อยกู้ได้ถึง 100 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าหลักประกัน มีผลตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2569 ถึง 30 มิถุนายน 2570 แต่นี่คือเพดานตามเกณฑ์กำกับสำหรับผู้กู้ทั่วไป ไม่ใช่การรับประกันว่าจะได้รับอนุมัติเต็มวงเงิน และผู้ซื้อต่างชาติได้สัดส่วนที่ต่ำกว่ามาก
ข้อมูลของ expatica ที่ปรับปรุงเมื่อ 2 กุมภาพันธ์ 2569 ระบุว่าผู้กู้ต่างชาติได้วงเงินจริงราว 50 ถึง 70 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าทรัพย์ อัตราดอกเบี้ยราว 5 ถึง 8 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ระยะผ่อน 15 ถึง 30 ปี เมื่อนำมาใช้กับห้องกรอบราคา 26,700,000 บาท จะเห็นผลทันที ที่วงเงิน 70 เปอร์เซ็นต์ต้องเตรียมเงินสด 8,010,000 บาท ที่วงเงิน 50 เปอร์เซ็นต์ต้องเตรียมเงินสด 13,350,000 บาท ส่วนต่างระหว่างสองกรณีคือ 5,340,000 บาท
สิ่งที่มักถูกประเมินต่ำไปคือข้อจำกัดนี้โตตามราคาห้องแบบเป็นสัดส่วนตรง ในกลุ่มราคาระดับบน อัตราส่วนวงเงินที่ต่ำกว่าจึงมีน้ำหนักต่อความเป็นไปได้ของดีลมากกว่าอัตราดอกเบี้ยเสียอีก
เอกสาร FET และค่าธรรมเนียมที่ไม่ได้ลดให้
การโอนเงินเข้าประเทศเพื่อซื้อห้องชุดที่มียอดสูงกว่า 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ ต้องมีแบบฟอร์ม FET จากธนาคาร ยอดที่ต่ำกว่านั้นธนาคารออกเป็นหนังสือรับรองหรือเครดิตโน้ตแทน ในกลุ่มระดับบนทุกดีลผ่านเกณฑ์นี้อย่างแน่นอน จุดที่ต้องระวังคือชื่อผู้โอนและวัตถุประสงค์ในเอกสารธนาคารต้องตรงกับชื่อผู้ที่จะถือกรรมสิทธิ์ ถ้าไม่ตรงจะติดขัดในวันโอนที่สำนักงานที่ดิน
อีกข้อคือผู้ซื้อต่างชาติไม่เข้าเกณฑ์ลดค่าธรรมเนียมโอนเหลือ 0.01 เปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว ไม่ว่าราคาห้องจะเท่าไหร่ ในทางปฏิบัติกลุ่มระดับบนจึงอยู่นอกมาตรการด้วยเหตุผลสองชั้นพร้อมกัน คือทั้งจากเพดาน 7 ล้านบาทและจากเงื่อนไขสัญชาติ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับคอนโดหรู
คอนโดหรูในกรุงเทพมีโครงการไหนบ้าง
ในกลุ่ม Branded Residence ที่มีการรวบรวมไว้เป็นสาธารณะ ได้แก่ The Ritz-Carlton Residences ที่อาคาร MahaNakhon จำนวน 209 ยูนิต The Four Seasons Residences Bangkok ริมแม่น้ำเจ้าพระยา จำนวน 355 ยูนิต The Residences at Mandarin Oriental Bangkok จำนวน 146 ยูนิต Aman Nai Lert Bangkok จำนวน 39 ยูนิต Porsche Design Tower Bangkok ที่สุขุมวิท 38 และ InterContinental Residences Bangkok Asoke ที่สุขุมวิท 16 ตามข้อมูลของ Supreme Luxury Property เมื่อ 20 มกราคม 2569 นอกกลุ่มนี้ยังมีโครงการระดับเดียวกันที่ไม่มีแบรนด์กำกับอีกจำนวนมาก การเลือกจึงควรเริ่มจากราคาต่อตารางเมตรและทำเล ไม่ใช่จากรายชื่อ
คอนโดหรูเริ่มต้นที่ราคาต่อตารางเมตรเท่าไหร่
เส้นแบ่งที่สองแหล่งอิสระให้ตรงกันคือ 250,000 บาทต่อตารางเมตรสำหรับระดับ Luxury Class และ 300,000 บาทต่อตารางเมตรสำหรับระดับที่สูงขึ้นไป เทียบกับค่าเฉลี่ยทั้งกรุงเทพที่ 197,000 บาทต่อตารางเมตร วิธีตรวจคือนำราคาห้องหารด้วยพื้นที่ใช้สอย แล้วเทียบกับสองเส้นนี้
ค่าส่วนกลางคอนโดหรูเดือนละเท่าไหร่
โครงการระดับบนอยู่ที่ 95 ถึง 150 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน เทียบกับคอนโดทั่วไปที่ 35 ถึง 45 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน ห้อง 100 ตารางเมตรจึงจ่าย 9,500 ถึง 15,000 บาทต่อเดือน หรือ 114,000 ถึง 180,000 บาทต่อปี ให้ขออัตราจริงของอาคารนั้นเป็นลายลักษณ์อักษร เพราะช่วงนี้กว้างมากและขึ้นกับบริการที่โครงการจัดให้
ต่างชาติซื้อคอนโดหรูในกรุงเทพได้ไหม
ซื้อได้ในรูปแบบ freehold ภายในโควตา 49 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ห้องชุดทั้งหมดในอาคาร โดยต้องโอนเงินจากต่างประเทศและมีเอกสารธนาคารรองรับ ยอดที่สูงกว่า 50,000 ดอลลาร์สหรัฐต้องใช้แบบฟอร์ม FET เมื่อโควตาเต็ม ห้องที่เหลือจะเสนอขายในรูปแบบ leasehold ซึ่งเป็นสิทธิการเช่าระยะยาว ไม่ใช่กรรมสิทธิ์ ให้ตรวจสถานะโควตาของห้องที่สนใจก่อนวางเงินจองเสมอ
คอนโดหรูให้ผลตอบแทนค่าเช่าดีกว่าคอนโดทั่วไปหรือไม่
ในเชิงผลตอบแทนขั้นต้น ย่านระดับบนอยู่ต่ำกว่าย่านรอบนอกอย่างสม่ำเสมอ เพลินจิตและชิดลมอยู่ที่ 2.7 ถึง 3.7 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ขณะที่อ่อนนุชอยู่ที่ 4.4 ถึง 5.9 เปอร์เซ็นต์ต่อปี เมื่อบวกค่าส่วนกลางที่สูงกว่าเข้าไป ส่วนต่างระหว่างผลตอบแทนขั้นต้นกับสุทธิของกลุ่มระดับบนจะกว้างกว่าปกติด้วย
สรุป
ถ้าจำได้เพียงข้อเดียวจากบทความนี้ ให้จำว่าระดับความหรูวัดที่ราคาต่อตารางเมตรของห้อง ไม่ใช่ที่ชื่อย่านหรือชื่อแบรนด์ นำราคาหารพื้นที่ใช้สอย แล้วเทียบกับเส้น 250,000 บาทและ 300,000 บาท เท่านี้ก็ตอบได้เองว่าห้องตรงหน้าอยู่ระดับใดจริง
ก่อนวางเงินจอง ให้ขอคำตอบเป็นลายลักษณ์อักษรสามข้อ
- อัตราค่าส่วนกลางต่อตารางเมตรต่อเดือน และรายการบริการที่อัตรานั้นครอบคลุม
- สถานะกรรมสิทธิ์ของห้องนั้นว่าเป็น freehold หรือ leasehold และโควตาต่างชาติของอาคารเหลือเท่าไหร่
- ราคาซื้อขายและราคาประเมินที่จะใช้ในวันโอน เพื่อคำนวณค่าธรรมเนียมและภาษีล่วงหน้า
ราคาและความพร้อมของทรัพย์เปลี่ยนแปลงได้ ไม่มีการรับประกัน ข้อมูลทรัพย์เป็นแนวทางทั่วไปเท่านั้น เนื้อหานี้ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมาย ภาษี หรือการเงิน ตัวเลขจำนวนยูนิตและค่าเช่าเริ่มต้นดึงจากแพลตฟอร์มเมื่อ 13 สิงหาคม 2569 และขยับได้ทุกวัน
ดูประกาศที่ยืนยันเจ้าของแล้วบนแพลตฟอร์มของ PropertyScout และคุยกับที่ปรึกษาที่พูดภาษาเดียวกับคุณได้ตั้งแต่วันแรก
- คอนโดให้เช่าในกรุงเทพ ที่ propertyscout.co.th/กรุงเทพ/ให้เช่า/คอนโด/
- คอนโดประกาศขายในกรุงเทพ ที่ propertyscout.co.th/กรุงเทพ/ขาย/คอนโด/
- คู่มือคำนวณผลตอบแทนค่าเช่า ที่ propertyscout.co.th/แนะนำ/rental-yield/
FAQs
Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Suspendisse varius enim in eros elementum tristique.
Explore More Topics
Free real estate resources and tips on how to capitalise